greekloot.com

บทความ เนื้อหาสาระออนไลน์

ความเป็นมา“Gucci” แบรนด์แฟชั่นระดับ Hi-End

ความเป็นมา“Gucci” แบรนด์แฟชั่นระดับ Hi-End ในปัจจุบันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์เนมชื่อดังอย่าง “Gucci” ที่มีสินค้ามากกมาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า เครื่องสำอาง น้ำหอม จิลเวอร์รี่ หรือแม้กระทั้งนาฬิกาและอื่นๆ อีกมากมาย MOVER เชื่อว่าใครที่ชื่นชอบแฟชั่นก็คงจะเคยได้หยิบจับแบรนด์นี้มาสวมใส่กันบ้างแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากว่าจะมาเป็น Gucci ที่ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นอย่างทุกวันนี้ แบรนด์นี้ต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง

#1 | The Story Begins

กุชชิโอ กุชชี่ (Guccio Gucci) เป็นผู้ก่อตั้งกิจการ Gucci โดยที่เริ่มต้นจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องหนัง จนกลายมาเป็นอาณาจักรสินค้าหรูภายใต้ชื่อ Gucci ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในปี 1921 เริ่มต้นจากการทำงานในโรงแรมซาวอยู่ที่กรุงลอนดอน กุชชี่นั้นได้หลงใหลในความสวยงามของกระเป๋าเดินทางที่พบเห็นอยู่ทุกวัน

จนในที่สุดเขาได้ตัดสินใจกลับไปยังบ้านเกิดที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี และได้เปิดร้านผลิตเครื่องหนังเป็นของตนเอง เมื่อกิจการตกทอดสู่รุ่นลูก “อัลโด กุชชี” (Aldo Gucci) สินค้าภายใต้ชื่อ Gucci ก็ได้จำหน่ายไปทั่วโลก อัลโดเป็นผู้ตัดสินใจเปิดร้านกุชชีแห่งที่สองในกรุงโรมในช่วงทศวรรษ 1950 หลังจากที่ประสบความสำเร็จในโรมแล้วอัลโดก็ตัดสินใจเปิดร้านสาขาแห่งใหม่ในนิวยอร์ก แม้จะถูกพ่อคัดค้านในระยะแรกก็ตาม

#2 | Age of Coming

อย่างไรก็ตาม เมื่อกิจการตกทอดถึงรุ่นที่สาม เปาโล กุชชี ซึ่งเป็นบุตรชายของอัลโดก็มีแนวทางธุรกิจของตนเอง เขาต้องการขยายไลน์สินค้าราคาไม่แพงนัก เพื่อจับฐานตลาดลูกค้าวัยรุ่น แต่คนในครอบครัว Gucci กลับไม่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างหนักในมาซึ่งความขัดแย้งในครอบครัว 

ต่อมากิจการได้ตกทอดสู่ลูกชายของเปาโลคือมาอุริซิโอ ได้รับช่วงมรดกกิจการครึ่งหนึ่งเขารู้สึกอึดอัดใจกับเรื่องราวแปลกประหลาดในครอบครัว จึงตัดสินใจที่จะยึดครองกิจการไว้ในมือเสียเองทั้งหมด

โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป (Invest corp) ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป (Invest corp) ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา เปาโลเป็นคนแรกที่ยอมขายหุ้นในมือ

และในที่สุด มาอุริซิโอ ก็ได้ฟื้นฟูภาพพจน์กิจการที่ย่ำแย่ให้คืนกลับมา โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ โดเมนิโก เดอ โซเล ทนายความของเขา เป็นผู้รับผิดชอบดูแลกิจการ Gucci America และดอน เมลโล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bergdorf Goodman ถูกดึงตัวมารับผิดชอบตำแหน่ง creative director นอกจากนั้นยังได้ว่าจ้าง ทอม ฟอร์ด เป็น junior designer ด้วยและหลังจากนั้นก็ได้บริหารกิจการมาเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามกิจการภายใต้การบริหารของมาอุริซิโอในช่วงแรกดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นมากนัก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างดี ในช่วงที่ Gucci ประสบการขาดทุน มาอุริซิโอ ได้ทุ่มเงินถึง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงสำนักงานใหญ่ที่ฟลอเรนซ์

และในระหว่างปี 1991-1993 กิจการมียอดขาดทุนรวมถึงราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1994 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ Gucci มีภาวะทางการเงินย่ำแย่อย่างหนัก เนื่องจากผลประกอบการติดลบทำให้ไม่มีกำไรอีกทั้งยังต้องแบกรับภาระหนี้สินที่นานวันก็ยิ่งมากขึ้นจนทำให้ซัปพลายเออร์ของพวกเขาขาดความเชื่อมั่นในตัวบริษัท

ในปี 1999 เป็นปีที่ Gucci กลับมาอีกครั้งจากการที่บริษัท Pinault-Printemps-Redoute ได้เข้ามาซื้อหุ้นของ Gucci จำนวน 42% คิดเป็นมูลค่ามากถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งก็ทำให้ Gucci สามารถรอดพ้นจากบริษัทอื่น Take Over ด้วยการมาของ PPR ทำให้การดำเนินงานของ Gucci ดีขึ้นมากจากหนี้สิน ที่เคยมีในอดีตจนกลายมาเป็นบริษัทที่ถือครองเงินอย่างมหาศาล และที่สำคัญ Gucci ได้ทำการซื้อหุ้นหรือไม่ก็ซื้อบริษัทอื่น ทำให้ Gucci มีแบรนด์สินค้าอื่นอยู่ในเครือมากมายอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

#3 | Then & Now

ในปัจจุบันนั้นมีรายได้จากทั่วโลกในปี 2017 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 150,400 ล้านบาท และนอกจากนี้ Forbes ยังได้จัดให้ Gucci เป็นแบรนที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 47 ของโลกด้วยทรัพย์สินที่แบรนด์นี้ถือครองทั้งสิน 12,700 ล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 406,400 ล้านบาท สำหรับท่านไหนที่ยังไม่เคยลองใช้แบรนด์นี้มันคงต้องเป็นแบรนด์ที่คุณจะต้องหยิบมาลองดูแล้วล่ะ

รองเท้าหนังของกุชชี่ Horsebit loafers หรือรองเท้าส้นเตี้ยแบบไม่มีเชือกของกุชชี่นั้น ทุกคู่ล้วนผลิตออกมาอย่างปราณีตที่เมืองฟรอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งมันผ่านการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันด้วยมือจากช่างผู้ชำนาญการ 100% และด้วยคุณภาพและความใส่ใจของกุชชี่จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรองเท้าของกุชชี่ถึงได้รับความนิยมไปทั่วทุกมุมโลก

Marco Bizzarri ผู้ที่เป็น CEO คนปัจจุบันของกุชชี่ได้ประกาศออกมาว่า ทางกุชชี่จะเลิกใช้วัสดุที่ทำจากขนสัตว์แท้ทั้งหมดภายในปี 2018 โดยเริ่มต้นจาก Collection Spring Summer เป็นต้นไปโดยที่ Marco ให้เหตุผลเอาไว้ว่าการเลิกใช้ขนสัตว์ถือเป็นการเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม

อีกทั้งเขายังมองว่าสินค้าที่ทำจากขนสัตว์มันเชยไปแล้วซึ่งเราสามารถผลิตไอเดียสร้างสรรค์ได้อีกมากมายแล้วก็สามารถทำมันให้ออกมาดีได้โดยที่ไม่จะเป็นต้องใช้ขนสัตว์ และสำหรับ Collection ก่อนหน้านี้ที่ทำมาจากขนสัตว์ ทางกุชชี่จะนำมาประมูลเพื่อนำรายได้ไปบริจาคให้องค์กรสิทธิสัตว์ Humane Society International

ประวัติ gucci

กุชชีกลายเป็นแบรนด์ที่ยังยืนผงาด ท่ามกลางความซบเซาของตลาดแฟชั่นไฮเอนด์จากผลพวงการก่อการร้ายในยุโรป ตัวเลขยอดขายสูงขึ้น 7.4% ในไตรมาสแรกของปี 2016 ติดอันดับที่ 44 ในหมวด World’s Most Valuable Brands ด้วยมูลค่าสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes และตามหลังแค่ Louis Vuitton อันดับ 19 เพียงแบรนด์เดียวในกลุ่มแบรนด์ luxury

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปรากฏการณ์นี้ได้สร้างเทมเพลตใหม่ในการบริหารแบรนด์ luxury ในยุคนี้ที่กำลังปะทะกับโลกออนไลน์และกลุ่มสินค้า Fast Fashion เช่น Zara และ H&M สามารถทำสินค้าที่คล้ายคลึงกับคอลเลกชันใหม่ที่เพิ่งโชว์บนรันเวย์ได้ในชั่วข้ามคืน

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติม :  greekloot.com

สนับสนุนเนื้อหาโดย :   Sa gaming Sexy Baccarat , joker slotบาคาร่า UFABET

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *